ข้อมูลเทศบาล
นายโชติอนันต์  แก้วกาวิล

นายโชติอนันต์ แก้วกาวิล

นายกเทศมนตรีตำบลยางเนิ้ง
โทร : 08-1783-2686

msgสายตรงนายก

นายสมชาติ วงค์ใฝ

นายสมชาติ วงค์ใฝ

ปลัดเทศบาล
โทร : 06-1269-6611


เทศบาลตำบลยางเนิ้ง

เทศบาลตำบลยางเนิ้ง

อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

hornข้อมูลตำบลยางเนิ้ง

วัด


วัดแสนหลวง

  • 7 กรกฎาคม 2566
  • อ่าน 43 ครั้ง

ประวัติวัดแสนหลวง

ประวัติและความเป็นมา

               ในรัชสมัยของพระเจ้าเมกุฎิวิสุทธิวงศ์ แห่งราชวงศ์เม็งราย องค์ที่ 20 ได้เสียเมืองเชียงใหม่ให้แก่พระเจ้าบุเรงนองมหาราช กษัตรย์พม่า เมื่อปี พ.ศ. 2102 และพระองค์ได้ถูกจับตัวไปยังกรุงอังวะ นับตั้งแต่นั้นมาลานนาไทยก็หมดอิสรภาพโดยสิ้นเชิงและต้องตกไปอยู่ใต้อำนาจของพม่าเป็นเวลาช้านานถึง 216 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2317 พญ่าจ่าบ้าน (บุญมา) ซึ่งเป็นน้าของพระเจ้ากาวิละ ได้ร่วมกับพระเจ้ากาวิละ นำทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งตั้งตนเป็นใหญ่ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา เข้าตีเมืองเชียงใหม่ ทำการขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินลานนา เมืองเชียงใหม่จึงเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็หาความผาสุกมิได้ ไพร่ฟ้าประชากรไม่เป็นอันทำมาหากิน เนื่องจากถูกพม่ายกทัพมารบกวนอยู่เสมอ ซ้ำร้ายยังขาดแคลนเสบียงอาหาร ประกอบกับป้อมคูประตูหอรบชำรุดทรุดโทรมมาก จึงปรึกษากันอพยพผู้คนถอยร่นจากเมืองเชียงใหม่ มาตั้งรับข้าศึกอยู่ที่ "เวียงหวาก" เวียงหวากนี้ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี เป็นเวียงร้างสร้างมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐาน เหลือแต่ซากของกำแพงและมูลดินขาดเป็นช่อง ๆ จึงเรียกว่า เวียงหวาก ในปัจจุบันนี้ถูกชาวบ้านบุกเบิกจับจองเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ได้รับความการอนุรักษ์รักษาไว้เป็นมรดกตกทอดให้ชนชั้นหลังได้เห็นร่องรอยโบราณสถานอันเก่าแก่นี้

                 เมื่อพระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ พระองค์ได้ตั้งคณะผู้ทรงอำนาจเพื่อดูแลราชการบ้านเมืองขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะปฐมอัครมหาเสนาบดี" มีอยู่ 4 เหล่า ได้แก่ 1)พญาแสนหลวง 2)พญาสามล้าน 3)พญาจ่าบ้าน 4)พญาเด็กชาย เทียบเท่ากัตำแหน่ง เวียง วัง คลัง นา นั่นเอง มีบทบาทในการบังคับบัญชางานด้านต่าง ๆ ตามความเหมาะสม "คณะอัครมหาเสนาบดี" นี้มิใช่เจ้านายพี่น้องและลูกหลานเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนแต่เป็นเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ต่างพระเนตรพระกรรฐ์ของพระองค์ท่านที่ไว้เนื้อเชื้อใจได้ หลังจากที่พระเจ้ากาวิละและพญาจ่าบ้านได้อพยพผู้คนถอยร่นจากเมืองเชียงใหม่มาตั้งรับข้าศึกอยู่ที่ "เวียงหวาก" จึงปรึกษาหารือกัน และเห็นชอบตรงกันว่าควรจะสร้างวัดขึ้นสักวัดหนึ่ง เพื่อไว้บำเพ็ญกุศลของข้าราชการในราชสำนักและไพร่ฟ้าประชากร จึงประชุมเสนาอำมาตย์และชาวเมือง ที่ประชุมมีมติให้สร้างวัด โดยมอบอำนาจให้พญาแสนหลวงเป็นสล่า (นายช่าง) ออกแบบก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2338 ตรงกับเดือน 6 เหนือ (เดือน 4 ใต้) ออก 15 ค่ำ ยามแถลรุ่ง (ใกล้รุ่งอรุณ) เป็นเวลาฤกษ์งามยามดี จึงได้ทำพิธีฝังลูกนิมิตโดยอาราธนามหาเถรเจ้าจ่อคำต๊ะโรเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ พญาแสนหลวงเป็นหัวหน้าฝ่ายฆราวาสแบ่งหน้าที่ให้ผู้ชำนาญแต่ละหมวดหมู่ไปรับงานไปทำ การก่อสร้างดำเนินงานไปเกือบจะเสร็จ ทางสล่าอยากจะได้จอง (เตียง) ไว้ในโฮง (กุฎิ) ให้พระสงฆ์ไว้นอน และอยากจะได้เตียงถวายเจ้าเหนือหัว (พระยากาวิละ) ด้วย จึงได้พาพวกสล่าไปตัดต้นไม้ยางต้นหนึ่ง ในตำนานกล่าวว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ มีลำต้นเนิ้ง (เอน) ไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าต้นยางต้นนี้คงจะขึ้นอยู่แถวบริเวณโรงฆ่าสัตว์เทศบาลเดิมเพราะเป็นเวลาล่วงเลยมาเป็นเวลาสองร้อยกว่าปีแล้ว พอคณะช่างไปถึงต้นยางใหญ่ สล่าหมิ่น จองต๊ะ ผู้เป็นหัวหน้าก็ยกขวานใหญ่ฟันลงไปต้นยางนั้น ก็บังเกิดอาเพศ โดยต้นยางใหญ่ต้นนั้น มีอาการสั่นสะเทือน และมีเสียงครางฮือ ๆ เหมือนได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พวกสล่าเหล่านั้นต่างพากันทิ้งเครื่องมือวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ผู้ที่มีสติดีกว่าเพื่อนได้แก่พญาแสนหลวงผู้เป็นหัวหน้าได้ตะโกนสั่งให้ลูกน้อง ไปนำเอาข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าไห ไก่คู่ หมาก เมี่ยง พลู ยา มาตั้งศาลเพียงตาทำพิธีบวงสรวง เสร็จแล้วจึงสั่งให้นายช่างเข้าตัดต้นยางต่อไป คราวนี้ปรากฎว่า ไม่มีการสั่นสะเทือนหรือเสียงครางออกมาจากต้นยางแต่ประการใดอีกเลย การก่อสร้างวัดก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่นานนักพญาแสนหลวงก็ถึงแก่อนิจกรรมลงและอีกเพียง 3 วัน มหาเถรจ่อคำต๊ะโร เจ้าอาวาสก็ถึงแก่มรณกรรมลงในระยะเวลาใกล้ ๆ กันนั้น พระเจ้ากาวิละจึงได้จัดการปลงศพพร้อมกัน เมื่อทำบุญปลงศพเสร็จแล้ว จึงได้ให้สล่าแป๋งหอ (ศาล) ไว้สองหอ หอคำสร้างไว้ที่หลังพระวิหาร ต่อมาหอคำนี้ก็ได้หายสาบสูญไป ส่วนอีกหอหนึ่ง คือ หอพญาแสนหลวงที่สร้างไว้ที่แจ่ง (มุม) กำแพงวัดด้านเหนือ คือที่ริมศาลาบาตร ใต้ต้นโพธิ์ตราบเท่าทุกวันนี้ พระเจ้ากาวิละและพญาจ่าบ้าน จึงได้พระกรุณาโปรดให้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดแสนหลวง" เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ให้แก่ "พญาแสนหลวง" นายช่างใหญ่ผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างวัดนี้ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2338 ส่วนศาลพญาแสนหลวง ต่อมาได้นามว่า "ศาลเจ้าพ่อแสนหลวง" เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน


วัดแสนหลวง สารภี เชียงใหม่

สถานที่ตั้ง

               ตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ที่ 3 ตำบลยางเนิ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน




แชร์หน้านี้: